ด้วยลักษณะภูมิประเทศของภาคอีสาน เป็นที่ราบที่ถูกยกตัวขึ้นสูง และมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ โดยบริเวณขอบของภาค จะเป็นที่ราบสูงลาดเทเข้าสู่ตรงกลางที่เป็นจุดต่ำสุด คือ แม่น้ำชีและแม่น้ำมูล และลาดเทจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก โดยแม่น้ำทั้งสองสายจะไหลมาบรรจบกันที่่รอยต่อของ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ อ.เมืองอุบลราชธานี และ อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี จากนั้นไหลผ่าน อ.สว่างวีระวงษ์ อ.ดอนมดแดง อ.ตาลสุม อ.พิบูลมังสาหาร และท้ายสุดจะไหลออกแม่น้ำโขงที่ อ.โขงเจียม

จังหวัดอุบลราชธานีจึงเป็นปลายทางของแม่น้ำชีที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูล ลุ่มน้ำชีมีพื้นที่ลุ่มน้ำ 49,130 ตารางกิโลเมตร ลุ่มน้ำมูลมีพื้นที่ลุ่มน้ำ 69,700 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าไหลผ่านเฉลี่ยกว่า 30,000 ล้าน ลบ.ม./ปี

ฝนไม่ได้ตกอุบลราชธานีโดยตรง แต่ทำไมน้ำถึงท่วม?

ปลายเดือนสิงหาคม ทิศทางพายุโพดุล และคาจิกิ ผ่านอีสานตอนบนและตอนกลาง ส่งผลให้มีฝนตกปริมาณมากในบริเวณต้นน้ำสาขาของแม่น้ำชี ปริมาณน้ำจากขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ก็ไหลมาลงแม่น้ำชี ซึ่งไหลต่อมาลงแม่น้ำมูล และไหลมาที่ตัวเมืองอุบลราชธานีในที่สุด

ในอดีต อุบลราชธานี เคยเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2521 และ 2545 และแต่กันยายน 2562 นี้ นับเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงกว่าปี 2545 ยิ่งกว่านั้น มวลน้ำก้อนใหญ่จาก จ.ยโสธร ร้อยเอ็ด และอำนาจเจริญ กำลังไหลเข้ามาสมทบในวันที่ 12 ก.ย. นี้ ทำให้พื้นที่เศรษฐกิจชั้นในมีความเสี่ยงน้ำทะลักเข้าพื้นที่ ขณะนี้ได้ชะลอการไหลของน้ำในแม่น้ำมูลที่จะมาสมทบกับแม่น้ำชี โดยใช้เขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนาช่วยหน่วงน้ำไม่ให้น้ำไหลมาถึงพื้นที่หลักพร้อมกัน ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ตอนกลางก็ยังวิกฤติซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งระบายน้ำ โดยเปิดประตูระบายน้ำที่เขื่อนปากมูลทั้งหมด 8 บานและติดตั้งเพิ่มเครื่องผลักดันน้ำใน อ.พิบูลมังสาหาร เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง โดยขณะนี้ยังมีน้ำค้างทุ่งประมาณ 5 แสนไร่ จากการประเมินของ ปภ.

จากพื้นที่น้ำค้างทุ่งที่ ปภ. ประเมิน 500,000 ไร่ ถ้าน้ำท่วมลึกเฉลี่ย 1 เมตร จะมีปริมาตรน้ำ 800 ล้าน ลบ.ม. แต่ถ้าน้ำท่วมลึกเฉลี่ย 2 เมตร จะมีปริมาตรน้ำ 1,600 ล้าน ลบ.ม. ที่จะต้องเร่งระบายออกสู่แม่น้ำโขง

การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือบริหารจัดการน้ำหลายๆ อย่างร่วมกัน ดังนี้
1. การจัดสรรพื้นที่ในการชะลอ หรือ "พื้นที่แก้มลิง" เพื่อตัดยอดน้ำและหน่วงไว้ก่อนแล้วค่อย ๆ ปล่อยออกมา เมื่อสถานการณ์ในปัจจุบันไม่สามารถสร้างเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางได้ พื้นที่แก้มลิงจึงเป็นทางเลือกเพื่อใช้ชะลอน้ำ และกักเก็บน้ำเพื่อไว้เป็นน้ำต้นทุนใช้ในการเกษตรในช่วงฤดูน้ำแล้ง
2. คลองผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลราชธานี ก่อสร้างลักษณะเดียวกับถนนเลี่ยงเมือง เพื่อช่วยตัดยอดน้ำส่วนที่เกินความจุของลำน้ำมูลช่วงที่จะผ่านตัวเมืองอุบลราชธานี ให้ไปไหลผ่านคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองไปลงด้านท้ายเมืองอุบลราชธานีและไหลลงแม่น้ำโขงได้รวดเร็วมากขึ้น
3. คันกั้นน้ำท่วม เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในและพื้นที่สำคัญ
4. การปรับปรุงลำน้ำ เช่น การสร้างคันกั้นน้ำ การขุดลอกลำน้ำ
5. การปรับปรุงระบบระบายน้ำและสิ่งกีดขวางทางน้ำ
6. การป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำต้องมองในภาพรวมไม่เพียงแค่ในจังหวัดอุบลราชธานี แต่รวมถึงจังหวัดที่อยู่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลเพื่อตัดสินใจและหาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมร่วมกัน โดยผ่านการปรึกษาหารือกับภาคประชาชน ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านนี้ คือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทำหน้าที่ดูแลบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ และบูรณาการหน่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันเพื่อบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

 มารูปภาพพื้นที่น้ำท่วมจาก : วิชาการธรณีไทย http://www.geothai.net

Go to top